ลูกๆเอกไทยทุกคนคะ
ลูกๆคงจะจำได้ (เอ่อ..หรือจำได้นิดหน่อย) ^_^ ในวันที่ครูแจ้งในที่ประชุมรวม ว่า
ทุกหลักสูตรที่มีนักศึกษาเรียนอยู่ในปัจจุบันนี้ “จะต้องปรับเนื้อหาให้เข้ากับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุมศึกษาแห่งชาติ หรือกรอบ TQF ของสาขาวิชานั้นๆ ภายในปีการศึกษา 2555” ซึ่งในที่สุด ก็มีประกาศออกมาในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว และหลักสูตรของเรา ก็จะถึงกำหนดที่ต้องปรับให้ทัน ในปีการศึกษา 2555 นี้ (คือปรับให้ทันก่อนที่พี่ๆปี 4 จะเรียนจบ เพื่อให้หลักสูตรที่ลูกทุกคนเรียนอยู่นี้ ได้รับการรับรองตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ)
http://www.mua.go.th/users/tqf-hed/news/FilesNews/FilesNews6/education5year_R.pdf
และก่อนที่ทุกหลักสูตรจะปรับปรุงหรือจัดทำหลักสูตรใหม่ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิที่กล่าวมา จะต้องดำเนินการดังนี้ค่ะ
๑.ประชุมกรรมการบริหารหลักสูตร ทุกระยะ (ทุกอย่างจะเกิดจากมติที่ประชุม)
๒.วิเคราะห์กรอบปริบท ครบทุกปริบท (อันนี้ยาวและเยอะค่ะ เล่าไม่หมด ค่อยหาเวลาเล่าให้ฟังนะคะ)
๓.รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากนักศึกษาปัจจุบัน บัณฑิตที่จบไปแล้ว ผู้ใช้บัณฑิต(สถานศึกษา สถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนและนายจ้างทั้งหลาย) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า Steakholder อ่านว่า สะ เต้ก โห่ล เด่อร์ (ตอนอ่านโปรดทำหน้าตาให้คล้ายฝรั่งที่สุด จะได้อารมณ์มาก)^_^
๔.ออกแบบเนื้อหาหลักสูตรตามกรอบบังคับ ให้ยืดหยุ่นที่สุด เพื่อให้ปรับได้ในทุกปริบทการเมือง คนออกแบบต้องฉลาดมากๆๆๆๆๆค่ะ คล้ายๆกับเตรียมวัตถุดิบพร้อมปรุง รัฐบาลไหน สั่งจะเอาเมนูแบบไหน กุ๊กหรือเชฟต้องปรุงให้ได้ทันควัน ทันเวลา และถูกใจเขา
เพราะการทำหลักสูตร มีกำหนดเวลา(เงื่อนไขเวลา) ตามมาตรฐานของ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ ทีคิวเอฟ TQF และความต้องการของผู้อยากเข้ามาเรียน และหน่วยงานที่จะรับบัณฑิตเข้าทำงาน (เงื่อนไขความต้องการของผู้บริโภค) เราต้องรู้เท่าทันแนวของผู้บริโภค (Trend Literacy) การออกแบบหลักสูตร เพื่อนำไปสู่การผลิตบัณฑิต รัฐต้องจ่ายด้วยต้นทุนราคาแพง คือเอาภาษีราษฎรไทยทั้งหมดมาจ่ายให้เรา”ก่อน” ทั้งๆที่เรา(คือนักศึกษา)ยังไม่จบการศึกษาด้วยซ้ำ ถ้าผลิตแล้วผู้บริโภคไม่รับ ไม่มีใครกล้าจ้างงาน เพราะหลักสูตรไม่ได้รับการรับรองโดยมาตรฐานกลางของชาติ หลักสูตรนั้นก็อยู่ไม่ได้
อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร เปรียบเหมือนกุ๊กมืออาชีพ ที่ต้องทำอาหารเป็น เราไม่มีสิทธิ์พูดว่า”ทำไม่เป็น” เราต้องปรุงอาหารส่งพร้อมเสิร์ฟได้ทันที ..เพื่อให้ยืนยันได้ว่าเรามีความชอบธรรมที่จะเป็นกุ๊ก หากเราปรุงอาหารไม่ได้ ทำอาหารไม่เป็น ก็หมดความชอบธรรมที่จะเป็นกุ๊กอีกต่อไป ...ร้านอาหารนั้น หรือหลักสูตรนั้นก็อยู่ไม่ได้ อย่างที่บอกข้างต้น *_*
ตรงนี้แหละค่ะที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน พวกครูก็ต้องไปเสาะแสวงหามืออาชีพที่จะมาช่วยแนะนำในการเขียนหลักสูตร เรื่องนี้ท่านแรกที่จะแนะนำเราได้ คือ ผศ.เกษร รองเดช เพราะท่านจบปริญญาโท การสอนภาษาไทยมาโดยตรงค่ะ ..น้าษรได้เหนื่อยกับพวกเราอีกแล้ว ^_^
ท่านที่เป็นกำลังหลักอีกท่าน คืออาจารย์กิตติพัฒน์ เพ็ชรทองนะ ซึ่งจบสายตรงศึกษาศาสตรบัณฑิตด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม แปลว่า มองเห็นหลักสูตรทะลุปรุโปร่ง และเข้าใจวิธีเรียนให้ได้ระดับคะแนนดีมาก แปลให้ลึกซึ้งว่า อาจารย์มองเห็นความเชื่อมโยงของกระบวนวิชาศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ชุดใหม่ ไม่ใช่แบบเก่าซึ่งอาจไม่เข้ากับยุคสมัยแล้ว แบบที่ท่านอาจารย์เกษรเคยบอก และครูก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
อาจารย์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูงอีกท่าน ที่ได้วางรากฐานหลักสูตรไว้ให้เราแล้ว คืออาจารย์อรนัช สมสิทธิ์ ที่พูดกับครูอยู่เสมอว่า “แก้วไม่เก่งพี่..แก้วไม่เก่ง” แต่น้องสาวคนนี้แหละค่ะ ที่ร่วมกับอาจารย์กิตติพัฒน์ จัดการกับเล่มหลักสูตรก่อนหน้านี้ และจัดทำ มคอ.7 และงานประกันคุณภาพของหลักสูตรจนเสร็จ (โดยมีครูยืน งงๆ ดู เพราะทำไม่ถูกจริงๆ ได้แต่เอาไปพิมพ์ให้บางส่วน) ในขณะที่น้องสาวทำจนเสร็จ ส่วนพี่ก็ยืน งงๆ ดู ต่อไป อิอิ ^_^
สำหรับท่านอาจารย์ศศิรัศมิ์ เพชรช่วย อาจารย์ประจำหลักสูตร ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์เพียงท่านเดียว ท่านทำผลงานระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์มาแล้ว ก็จะมองเห็นวิธีการเขียนหลักสูตรได้อย่างแจ่มชัด ที่สำคัญคือท่านมีลูกศิษย์ทั่วเมืองนคร ที่มีฝีมือ มีความสามารถ ถ้าจะเขียนหลักสูตรจริงๆ เราก็ต้องรบกวนอาจารย์เรียนเชิญมืออาชีพด้านนี้มาแนะนำ
อาจารย์ประจำหลักสูตรอีกท่านที่เด็กๆประทับใจ คืออาจารย์มะลิวัลญ์ ศรีธวีวัตต์ ท่านแนะนำครูในหลายประเด็น ทำให้ครูกล้าทำงานหนักๆที่เกินความสามารถเพิ่มขึ้นอีกหลายเรื่อง เบื้องหลังงานฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ของพี่ปี 4 ครูคงรันงานคนเดียวไม่ได้ ถ้าอาจารย์มะลิวัลญ์ ไม่ได้ลงมือชวนคุยชวนคิด ช่วยตั้งคำถาม ซักถาม ช่วยหาข้อมูล หาคำตอบและแนะนำกระบวนการทั้งหมดตามประสบการณ์ตรงของอาจารย์ ครูจึงมีแรงลุยกับพี่ปี 4 ทุกคนต่อไปอย่างสนุกสนานในตอนนี้นะคะ
คนสำคัญมากที่ให้เกียรติมาช่วยดูแลลูกๆเอกไทย คือ อาจารย์สุภาวดี หนูเจริญ ท่านรองคณบดีฝ่ายบริหาร ที่ดำเนินการดูแลเอกไทยมาตั้งแต่ต้น ห้องหลักสูตรที่เรานั่งอยู่นี้ ถ้าพี่เอื้อยไม่ช่วยอนุเคราะห์ ครูก็คงไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน ห้องหลักสูตร คือ “บ้าน” และบ้านคือที่อยู่อาศัย คือที่รวมของทุกคนในครอบครัว และคือที่ๆแสดงให้เห็นว่า “ครอบครัวของเรา”มีตัวตน หลังจากช่วยสร้างบ้านแล้ว ตอนนี้อาจารย์เอื้อยกำลังช่วยดูแลงานพัฒนานักศึกษาในอีกหลายส่วนด้วย (อาจารย์ลงมือทำมานานแล้วค่ะ แถมทำงานไวซะด้วย ขนาดครูวิ่งตามยังตามพี่สาวคนสวยไม่ค่อยทัน)
และ ต้องขอบพระคุณเป็นพิเศษ สำหรับท่านอาจารย์นิลรัตน์ นวกิจไพฑูรย์ และท่านอาจารย์นิตยารัตน์ รัตนพันธ์ เพราะทั้งสองท่านเป็นผู้ให้กำลังใจ ให้ครูกล้าที่จะขอพื้นที่ “ห้องหลักสูตร” ให้เด็กๆ 358 คน ได้มีบ้านอยู่ และอนุญาตให้อาจารย์เอกไทยได้อานิสงส์จากสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักของท่านอย่างเต็มที่ด้วย ต้องขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่าน เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้นะคะ
อีกสองท่านที่ครูระลึกถึงและรู้สึกขอบพระคุณอยู่เสมอ คือ อาจารย์ชิราพร หนูฤทธิ์ คนเก่งของครูที่อนุญาตให้เราใช้ห้องพักของท่านเป็นที่พักของอาจารย์ประจำหลักสูตร เราใช้โต๊ะและห้องทำงานของท่านอยู่ค่ะ(โต๊ะที่ อ.อรนัช สมสิทธิ์ นั่งอยู่เดิมนะคะ) ขณะนี้ท่านกำลังศึกษาต่อ ณ ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อท่านกลับมา ครูก็จะปัดกวาดเช็ดถูโต๊ะไว้รอน้องสาว อาจารย์ชิราพรคอยให้กำลังใจเอกไทยและให้คำแนะนำครูในหลายๆเรื่องนะคะ นับเป็นโชคดีมากๆของพวกเราด้วย และน้องชายอีกท่านหนึ่งที่ครูรักมาก คืออาจารย์วัยวุฒิ อินทวงค์ ท่านดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการ อยู่ในขณะนี้ ห้องเดิมที่ครูอาศัยนั่งอยู่ คือห้องที่ท่านนั่งแต่เดิม และห้องนั้น ม่าย มี ปลั๊ก ไคว ..^_^....ท่านกรุณายกให้ครูนั่งตามสบาย ของๆท่านยังอยู่ในห้องครบถ้วน จนกระทั่งวันหนึ่ง ครูก็แจ้งท่านว่าครูขอ “ดำเนินการเต็มรูปแบบ” เพื่อให้ห้องหลักสูตรเป็น”ห้องหลักสูตร ที่ลูกๆจะได้ใช้การได้จริงๆซักที อาจารย์วัยวุฒิตอบอย่างน่ารัก(ด้วยหน้ายิ้มใจดีแบบหล่อเท่าตัวจริง)ว่า “เชิญตามสบายเลยพี่” ...คราวนี้ป้าเอ๊ยครูลุยสุดตัวเลย ^_^
..ครูก็เลยต้องแปะป้ายว่า “ห้องวัสดุ” หน้าห้องเดิมที่ครูเคยนั่งเป็นการชั่วคราว เพราะเราต้องมีพื้นที่เก็บวัสดุ (ซึ่งต้องขอบคุณลูกๆทุกคน ที่ช่วยกันลุยห้องนั้นนะคะ) ตัวครูเองก็ขออนุญาตมานั่งกับอาจารย์เกษรในตอนนี้ ซึ่งตรงตามความใฝ่ฝัน เพราะครูอยากนั่งห้องเดียวกับน้าษร จะได้ขอคำแนะนำน้าได้ทันควัน แบบว่าน้านั่งโต๊ะข้างใน หลานนั่งดักอยู่ข้างนอก แบบว่าน้าษรหนีไปไหนไม่ได้แล้วอะค่ะ อิอิ
กลับมาเรื่อง”การพัฒนาหลักสูตรของเรา ให้เข้าตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ภายในปี 2555” กันใหม่ ....เฉพาะตัวครู คือ อ.สุขุมาล ต้องบอกตรงๆว่าเขียนหลักสูตรภาษาไทยสายครูไม่เก่งค่ะ (ครูไม่กล้าพูดว่าทำไม่เป็นแล้วละ ครูต้องพูดว่า หากจะเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรต่อไป ก็ต้อง ทำ ให้ ได้ ไม่ว่าเงื่อนไขจะมารูปแบบใด ก็ต้อง รับ มือ ให้ ได้ ครูก็ต้องพยายามเรียนรู้นะคะ) ในสายงานจริงๆนั้น ครูถนัดการออกแบบวิชาทางสายการสื่อสารด้วยภาษาไทย เพราะมีโอกาสทำงานด้านการสื่อสารมาบ้าง แต่พอเป็นสาย "การสอนภาษาไทย" ครูก็นั่งหน้าเป็นแมว ^_^ เพราะความรู้ไม่พอเสียแล้ว ครูทำได้แค่การวิเคราะห์ปริบทพื้นฐาน และการหาข้อมูล เบื้องต้นเท่านั้น เราจึงต้องร่วมด้วยช่วยกันเสาะแสวงหาผู้รู้มาแนะนำการพัฒนาหลักสูตรของเราต่อไปค่ะ
ทั้งหมดที่ครูเล่ามาข้างต้น เพื่อบอกลูกๆว่า
๑. การปรับปรุงหลักสูตร หรือการพัฒนาหลักสูตรใหม่ ให้เข้ากับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ไม่ใช่แค่การเขียนว่าเด็กๆจะต้องเรียนวิชาใหม่อะไรบ้าง แต่อาจารย์ทุกคนที่ลงมือเขียน ต้องศึกษาหาความรู้อย่างหนัก และต้องรู้จริงในเส้นทางของอนาคต ที่เราจะกำหนดทิศทางให้บัณฑิต “มีอนาคตที่ดี” ด้วย งานนี้จึงต้องการ “ความร่วมมือ” จากหลายฝ่าย รวมถึงลูกๆที่กำลังใช้หลักสูตรปัจจุบันอยู่ด้วยนะคะ
๒. การ”ขับเคลื่อน”ความเป็นหลักสูตร ทำให้หลักสูตรอยู่ได้ และก้าวไปข้างหน้าได้ ไม่ได้เกิดจากตัวเล่มหลักสูตรเพียงเล่มเดียว ...ไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว และ ไม่มีวันที่จะเกิดจากคนเพียงคนเดียวได้เลย เราจึงต้องจับมือกันไว้และก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ร่วมมือกันทำเพื่อครอบครัวเล็กๆของเรานะลูก...
^_^ ไม่มีอะไรจะต้องกลัว..ตราบเท่าที่ทุกคนในครอบครัว...ยังอยู่ด้วยกัน นะคะ ^_^
ครอบครัวเอกไทย ^_^
ระบบบริหารจัดการหลักสูตร และการจัดการความรู้
วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554
พี่ไปโรงเรียน ^_^
พี่ๆปี 4 คะ
ครูต้องขอบคุณมากที่ลูกๆไม่งอน ตอนที่ครูเตือนนะคะ โดยปกติของทุกครอบครัว เมื่อเราอยู่ที่บ้าน ผู้ใหญ่หรือคนที่โตกว่า ในครอบครัวของเราก็ต้องสอน เตือน อบรม บ่มเพาะ ให้ลูกๆในครอบครัวของเรา รู้คิด จิตใจดี มีน้ำใจ เป็นสมาชิกที่น่ารักในครอบครัว ..
..สมาชิกที่น่ารักในครอบครัว ก็จะได้เติบโตขึ้นเป็นสมาชิกที่น่ารักในสังคมต่อไป สังคมที่ประกอบด้วยคนน่ารัก รู้คิด จิตใจดี มีน้ำใจ อยู่ร่วมกันนั้น น่าจะพอมีความหวังว่าจะเป็น”สังคมที่ดี”ได้ ใช่หรือไม่ (อันนี้ครูก็นึกไปถึงวันข้างหน้านู้นอะนะคะ)
ลูกๆเอกไทย ปี 4 ซึ่งเป็นพี่คนโต กำลังจะออกจากบ้านไปเผชิญโลกกว้าง "ในนามนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย" ลูกไม่ได้ไปเฉพาะตัว แต่ลูกแบกเอาชื่อและเอาหน้าของคนทั้งครอบครัวไปด้วย และเขามีเวลารู้จักลูกแค่สองอาทิตย์ และประเมินตัวตนทั้งหมดของลูก ประเมินคุณภาพทั้งหมดของหลักสูตรเรา ในเวลาเพียงสองอาทิตย์..
....โดยที่ลูกยังไม่ได้ลงมือยืนสอนหน้าชั้น อย่างครูภาษาไทยพึงทำ ... ตามวิชาชีพของลูกด้วยซ้ำ...
ที่พวกเราใช้เวลาฝึก"ทีมปฏิบัติงาน" ร่วมกันมาตลอดสามปี เพื่อการนี้แหละจ๊ะ ขอบคุณจริงๆจากใจที่ลูกๆทุกคนให้โอกาสครูอยู่เสมอ ทุกวินาทีที่อยู่ในสายตา จนกระทั่งลับสายตา ครูจะดุ บ่น ติ เตือน อยู่อย่างนั้น จนกว่า"ทีม"จะเข้าใจ ว่า"เราเป็นใคร เรากำลังทำอะไร สิ่งที่เราทำอยู่นี้ ถูกไหมควรไหม ถ้าจะทำให้ดีกว่านี้ เราจะต้องทำอย่างไร"
และครูเชื่อว่าลูกๆทุกคนจะคิด ตรึกตรอง ใคร่ครวญ และสะท้อนย้อนคิดได้ ด้วยตัวของลูกเอง ว่าในแต่ละสถานการณ์ที่ลูกจะต้องไป”ตัดสินใจรับผิดชอบด้วยตัวตนของลูกเองทั้งหมด” ลูกจะทำอย่างไร การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การคิดไตร่ตรอง (Reflective Thinking) และการคิดและการตัดสินใจ (Thinking and Decision Making) จำเป็นที่สุด ก็ตอนนี้แหละลูก ..สองอาทิตย์ของการ “ฝึกตนอย่างตั้งใจ” ก็เพื่ออนาคตของลูกเอง (และแน่นอนที่สุด...เพื่ออนาคตของน้องๆด้วย)
...ขอให้โชคดีทุกคนนะลูก...^_^
ครูต้องขอบคุณมากที่ลูกๆไม่งอน ตอนที่ครูเตือนนะคะ โดยปกติของทุกครอบครัว เมื่อเราอยู่ที่บ้าน ผู้ใหญ่หรือคนที่โตกว่า ในครอบครัวของเราก็ต้องสอน เตือน อบรม บ่มเพาะ ให้ลูกๆในครอบครัวของเรา รู้คิด จิตใจดี มีน้ำใจ เป็นสมาชิกที่น่ารักในครอบครัว ..
..สมาชิกที่น่ารักในครอบครัว ก็จะได้เติบโตขึ้นเป็นสมาชิกที่น่ารักในสังคมต่อไป สังคมที่ประกอบด้วยคนน่ารัก รู้คิด จิตใจดี มีน้ำใจ อยู่ร่วมกันนั้น น่าจะพอมีความหวังว่าจะเป็น”สังคมที่ดี”ได้ ใช่หรือไม่ (อันนี้ครูก็นึกไปถึงวันข้างหน้านู้นอะนะคะ)
ลูกๆเอกไทย ปี 4 ซึ่งเป็นพี่คนโต กำลังจะออกจากบ้านไปเผชิญโลกกว้าง "ในนามนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย" ลูกไม่ได้ไปเฉพาะตัว แต่ลูกแบกเอาชื่อและเอาหน้าของคนทั้งครอบครัวไปด้วย และเขามีเวลารู้จักลูกแค่สองอาทิตย์ และประเมินตัวตนทั้งหมดของลูก ประเมินคุณภาพทั้งหมดของหลักสูตรเรา ในเวลาเพียงสองอาทิตย์..
....โดยที่ลูกยังไม่ได้ลงมือยืนสอนหน้าชั้น อย่างครูภาษาไทยพึงทำ ... ตามวิชาชีพของลูกด้วยซ้ำ...
ที่พวกเราใช้เวลาฝึก"ทีมปฏิบัติงาน" ร่วมกันมาตลอดสามปี เพื่อการนี้แหละจ๊ะ ขอบคุณจริงๆจากใจที่ลูกๆทุกคนให้โอกาสครูอยู่เสมอ ทุกวินาทีที่อยู่ในสายตา จนกระทั่งลับสายตา ครูจะดุ บ่น ติ เตือน อยู่อย่างนั้น จนกว่า"ทีม"จะเข้าใจ ว่า"เราเป็นใคร เรากำลังทำอะไร สิ่งที่เราทำอยู่นี้ ถูกไหมควรไหม ถ้าจะทำให้ดีกว่านี้ เราจะต้องทำอย่างไร"
และครูเชื่อว่าลูกๆทุกคนจะคิด ตรึกตรอง ใคร่ครวญ และสะท้อนย้อนคิดได้ ด้วยตัวของลูกเอง ว่าในแต่ละสถานการณ์ที่ลูกจะต้องไป”ตัดสินใจรับผิดชอบด้วยตัวตนของลูกเองทั้งหมด” ลูกจะทำอย่างไร การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การคิดไตร่ตรอง (Reflective Thinking) และการคิดและการตัดสินใจ (Thinking and Decision Making) จำเป็นที่สุด ก็ตอนนี้แหละลูก ..สองอาทิตย์ของการ “ฝึกตนอย่างตั้งใจ” ก็เพื่ออนาคตของลูกเอง (และแน่นอนที่สุด...เพื่ออนาคตของน้องๆด้วย)
...ขอให้โชคดีทุกคนนะลูก...^_^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)